ตำนาน เมืองเจียงฮาย(ตำนานเมืองเชียงราย)

       

โดยสันยาสี  www.sanyasi.org

ผมไม่ใช่คนเชียงราย แต่ชีวิตมักผูกพันกับเชียงรายมาตลอดตั้งแต่เล็กจนโต เมื่ออายุ 4 ขวบพ่อก็พามาอยู่เชียงราย อยู่ได้ไม่ถึงปีพ่อก็ด่วนลาลับโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ญาติจึงมารับกลับบ้านเกิดเมืองนอน พอปี 2535 ก็ระเหเร่ร่อนมาอยู่เชียงราย ได้ราว 2 ปีก็ด่วนลาจากเชียงรายไปอีก แต่ไม่ได้ไปลับ ได้พาน้องสาวมาเป็นสะใภ้ชาวเจียงฮาย เผยแพร่เผ่าพันธุ์ไว้ที่นี่ พอช่วงปลายปี 2544 ก็ย้อนกลับมาอยู่เชียงรายอีก มาทีไรก็รักเชียงราย มันมีอะไรน่ารักมากมาย ใคร ๆ ถึงอยากมาอยู่เชียงราย สืบประวัติคนในแต่ละหมู่บ้านดูเห็นมีแต่คนต่างถิ่นต่างจังหวัด บางหมู่บ้านเป็นชาวอีสานหมด มาจากหลายจังหวัดโดยเฉพาะแถวอำเภอเวียงชัย และอำเภอเมืองทางเชิงเขาเชียงเคี่ยน โผล่เข้าไปในหมู่บ้านได้ยินภาษาอีสานทั้งนั้น

เดี๋ยวนี้คนกรุงเทพ ฯ ก็ย้ายไปอยู่เชียงรายมากมาย มีทุกสาขาอาชีพ เพราะชอบอากาศสดชื่นเย็นสบาย ไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป หลายท่านมาซื้อที่ทำสวนใหญ่โตอยู่ที่นี่ ทีแรกคงมาซื้อเก็งกำไร แต่ผ่านมาผ่านไปก็ไม่มีใครมาซื้อต่อจึงทำไร่ทำสวนเสียเอง ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (พล.ต.อ. สันต์)ก็ไปซื้อไว้หลายพันไร่ ตั้งแต่ตำบลห้วยสักจรดดอยลาน มีเยอะแบบนี้น่าแบ่งให้หมอเมืองทำสวนสมุนไพรเสียบ้าง

เชียงรายเป็นเมืองที่เติบโตเร็วมาก เมื่อปี 2535 ผมปั่นจักรยานเที่ยวจนทั่ว ตลาดร้านรวงมีไม่มาก แต่เดี๋ยวนี้ (2545) ขี่มอเตอร์ไซด์ยังต้องใช้เวลา เพราะตัวเมืองขยายไปทั่วทิศทาง กลายเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะแยะ โรงแรมมากมาย ห้างสรรพสินค้าก็มีถึง 3-4 ห้าง เข้าไปเที่ยวห้างบิ๊กซีถึงรู้ว่าคนเชียงรายนี่รวยมาก เพราะเคาน์เตอร์ชำระสินค้าแถวยาวเหยียด แต่ละรายที่ซื้อของก็เต็มรถเข็น ต้องทำใจยืนรอหน่อย

ทุกวันนี้เชียงรายมีทุกอย่างที่คนกรุงเทพ ฯ มี แม้แต่สถานเริงรมย์ยามราตรีก็ไม่ได้แพ้กรุงเทพ ฯ วงดนตรีดัง ก็ผลัดหน้ากันไปแสดงสด ถ้าโผล่ไปแถว ๆ สถานีขนส่งยามค่ำคืนจะพบคนเอาของไปขายหลากหลายชนิด เป็นไนท์บาร์ซ่า มีลานเบียร์ มีการแสดงฟ้อนรำ มีเก้าอี้ให้นั่งชมฟรี ๆ มีศาลาไทยสีเงินหลังหนึ่งสวยงามเป็นเวทีแสดงดนตรีพื้นเมือง พวกเด็กหนุ่มสาวที่เล่นดนตรีฝีไม้ลายมือยอดเยี่ยม อยากนั่งดูนั่งฟังทั้งคืน อีกเวทีหนึ่งอยู่ไม่ไกลกันที่เรียกว่าลานเบียร์ เป็นการแสดงของคุณประเทือง คล้ายทิฟฟันนี่โชว์ ถ้าไปดูที่กรุงเทพ ฯ หรือพัทยาต้องซื้อบัตรเข้าชม ไปเที่ยวเชียงรายชมฟรีครับ อยากกินอะไรก็มีอาหารตั้งขายอยู่โดยรอบ มีทั้งอาหารพื้นเมืองตั้งแต่หนอนคั่วไปจนถึงอาหารจีน ฝรั่ง ญี่ปุ่น ฝรั่งหัวขาวหัวดำหัวแดงก็ไปนั่งกินนั่งดูกันมาก หนุ่มญี่ปุ่นก็เห็นอยู่หลายคน มีร้านบาร์เบียร์หลากสีสรรคล้ายพัทยา ชาวต่างประเทศนิยมไปนั่งจิบเหล้าเบียร์ยามค่ำคืน ชาวเขา ชาวเรา ก็ไปนั่งขายสินค้าพื้นบ้านพื้นเมืองกันตามริมถนนสถานีขนส่ง สินค้าแต่ละชนิดก็น่าชมเป็นอย่างยิ่ง ล้วนเป็นงานฝีมือทั้งสิ้น หนุ่ม ๆ สาว ๆ หลายคนไปนั่งวาดรูปขาย น่าสนใจแท้ สันยาสีไม่มีอะไรขาย ได้แต่ไปนั่งชมเดินซื้อ

ที่กล่าวมาคือเชียงรายยุคปัจจุบัน หรือเชียงรายใหม่ ๆ เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ.2386 ราวรัชกาลที่ 3 ของรัชกาลปัจจุบัน แต่เป็นรัชกาลที่ 5 ของราชวงศ์เชียงใหม่ยุคใหม่ ซึ่งเริ่มจากพระเจ้ากาวิละ ก่อนหน้านี้เชียงรายเป็นเมืองร้างไร้ผู้คนอาศัย สาเหตุเพราะเป็นเมืองขึ้นของพม่า แล้วเชียงแสนเป็นเมืองสำคัญแทน เมื่อเกิดศึกสงครามผู้คนก็ถูกกวาดต้อนไปอยู่หัวเมืองสำคัญ และถูกพระเจ้ากาวิละกวาดต้อนลงใต้เพื่อเป็นบรรณาธิการแก่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 ในยุคที่ต่อสู้กับพม่าเพื่ออิสระภาพ เพราะสมัยนั้นพม่าครองล้านนาไทยทุกหัวเมือง ต้องอาศัยกองกำลังจากธนบุรีสมัยพระเจ้าตาก และกรุงเทพ ฯ สมัยรัชกาลที่ 1 พม่าจึงสูญสิ้นอิทธิพลจากล้านนาโดยสิ้นเชิง เมืองเชียงราย เชียงแสนและหัวเมืองเล็กหัวเมืองน้อยกลายเป็นเมืองร้างที่เหลือแต่ซากปรักหักพัง (แม้ปัจจุบันบางหมู่บ้านจะพบร่องรอยชุมชนเก่า มีเศษถ้วย ชาม กระเบื้องดินเผา และวัดร้าง คงเป็นของคนในยุคที่ถูกกวาดต้อนสมัยรัชกาลที่ 1 นี่เอง)

ต่อมา พระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 5 ของเชียงใหม่จึงส่งเจ้านายมีเจ้าธรรมลังกา เป็นเจ้าเมืองคนแรก และผู้คนจากเชียงใหม่หลายร้อยคน ประชาชนจากเมืองเยงซีตุง เมืองพยาก เมืองเลน และเมืองสาด ซึ่งอยู่ในแคว้นเชียงตุง ได้ผู้คนพันเศษ มาอยู่ฟื้นเมืองเชียงรายขึ้น แล้วค่อยเป็นเมืองที่เจริญขึ้นตามลำดับจนถึงปัจจุบัน ผู้คนจากเมืองอื่นก็อพยพมาอยู่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นเชียงรายยุคใหม่ดังที่เห็น

แต่ถ้าเราย้อนรำลึกไปในอดีตหลายร้อยปีที่ผ่านมา เชียงรายเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดในประเทศนี้ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของชนชาติไทยที่ไหลบ่ามาจากจีนมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ เป็นต้นกำเนิดของพระเจ้าอู่ทอง กษัตริย์พระองค์แรกของไทยกลาง เป็นต้นกำเนิดของพ่อขุนบางกลางท่าว เจ้าเมืองบางยาง หรือพระร่วงวาจาสิทธิ์ ผู้ตั้งเมืองสุโขทัยนั่นเอง เป็นต้นกำเนิดของพ่อขุนเม็งรายมหาราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของลานนาไทย ต้องกล่าวย้อนเป็นยุค ๆ มีทั้งยุคเริ่มต้นของแต่ละวงศ์กษัตริย์ ยุคเป็นเมืองร้าง จนกลับมาเป็นเชียงรายที่ค่อยเติบโตมาจนทุกวันนี้ น่าสนใจ และเรื่องอย่างนี้ก็ไม่ค่อยมีให้เรียนรู้กันง่าย ๆ เพราะข้อมูลประวัติศาสตร์มันสาบสูญ

ผมโชคดีที่ได้หนังสือเก่าแก่มาเล่มหนึ่ง พิมพ์เมื่อ พ.ศ.2506 ผู้แต่งชื่อสงวน โชติสุขรัตน์ ท่านเป็นนักค้นคว้าจริง ๆ ทุกเรื่องเขียนจากบันทึกโบราณ จากประวัติตำนานที่มีหลักฐาน ทำให้ผมได้ข้อมูลเก่าแก่หลายเรื่อง ถ้าไม่นำมาเขียนไว้อาจหายสาบสูญไปสักวัน

แต่แรกเริ่มเดิมทีนั้น ประเทศไทยตั้งแต่เชียงรายจรดอีสาน จรดใต้ และตะวันตก ทั้งประเทศนี่แหละ คงเป็นถิ่นของชน 3 เชื้อชาติคือ ชนชาติละว้าหรือลัวะ ชนชาติมอญ และชนชาติขอม ชนชาติละว้าสาบสูญจากประเทศไทยเมื่อพ่อขุนเม็งรายเป็นใหญ่ขึ้นมา พวกว้าก็ถอยร่นขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ จนไปตั้งหลักอยู่แถวเชียงตุง เมื่อพ่อขุนเม็งรายยกไปปราบที่นั่น พวกละว้าจึงหนีขึ้นไปอยู่บนเขาสูง พระองค์ทรงสาบแช่งว่าถ้าพวกเจ้าลงมาอยู่พื้นราบได้ยินเสียงกบเสียงเขียดเมื่อไหร่ขอให้เจ็บไข้ได้ป่วย พวกละว้าจึงไม่กล้าลงจากภูเขา จนที่สุดกลายเป็นชาวเขาชนกลุ่มน้อยไปจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งกลายมาเป็นพวกว้า และว้าแดงที่สร้างยาบ้าขึ้นมาทำลายเยาวชนทั่วประเทศ

ส่วนชาติมอญนั้นก็มีพระนางจามเทวี เมืองหริภุญชัยหรือลำพูนเป็นหลักในประวัติศาสตร์ ประมาณ พ.ศ.1200 พระองค์มาจากเมืองละโว้หรือลพบุรี ดังนั้นแถวเมืองละโว้ก็เป็นถิ่นชาวมอญ และชนชาติมอญสูญไปจากภาคเหนือก็สมัยพระเจ้าเม็งรายยึดเอาเมืองหริภุญชัยหรือลำพูนไว้ได้ ชนชาติมอญบางส่วนก็อพยพหนีไปอยู่กับพรรคพวกที่พุกาม เมืองพม่าโน้น พระเจ้ายีบากษัตริย์มอญเมืองหริภุญชัยก็ถูกขุนคราม พระโอรสของพระเจ้าเม็งรายประหารชีวิตเสียที่ขุนตาล กลายเป็นเจ้าพ่อขุนตาลมาตราบทุกวันนี้ เรื่องนี้เกิดประมาณ พ.ศ.1824 เป็นยุคสร้างชาติไทยของพระมหากษัตริย์แต่ละองค์

ส่วนชนชาติขอมนั้นได้ทิ้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไว้มากมาย เช่นซากปราสาทหินต่าง ๆ ทางอีสาน นับเป็นชาติมหาอำนาจแต่อดีตกาล แม้คนไทยอพยพมาแต่แรกก็ต้องเป็นทาสขอม พระร่วงเจ้าเป็นกษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่กู้อิสระภาพให้คนไทยทางภาคกลางให้หลุดพ้นจากการเป็นขี้ข้าขอม และเมื่อไทยเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ก็ขับไล่ขอมร่นหนีไปตั้งหลักอยู่ประเทศเขมร ไทยจึงเป็นใหญ่ครอบครองถิ่นแหลมทองนี้มาตลอด ประมาณ พุทธศตวรรษที่ 18 มาแล้ว ก็ประมาณ 700 ปี นึกดูก็ไม่นานเท่าไหร่นะ

พระร่วงเจ้าก็เป็นพระบิดาของพ่อขุนรามคำแหงพระสหายเสวยสุกดิบร่วมกันมากับพ่อขุนเม็งราย และพ่อขุนงำเมืองเจ้าเมืองพะเยา พ่อขุนงำเมืองก็เป็นสายตระกูลปู่เจ้าลาวจกเช่นเดียวกัน เมื่อพระเจ้าเม็งรายทรงสร้างเมืองเชียงใหม่เมื่อปี 1835 ก็ทรงเรียกพระสหายทั้ง 2 มาปรึกษา ช่วยกันคิดช่วยกันทำ จึงเป็นเมืองเชียงใหม่ขึ้นมาแต่ครั้งกระโน้น

ย้อนยุคไปก่อนพระเจ้าเม็งรายเป็นใหญ่ในแผ่นดินล้านนา หลายร้อยปี นับเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ชาติไทย ทุกเรื่องเป็นตำนานที่คนในสมัยหลังเขียนขึ้นจากคำบอกเล่าสืบต่อ ปี พ.ศ.ต่าง ๆ ก็หาความแน่นอนไม่ได้ เพราะแต่ละตำนานก็มีปีที่แตกต่างกันออกไปจะเอาอะไรกันนัก เพราะอักษรมอญบางตำนานว่าถูกคิดค้นขึ้นในสมัยพระนางจามเทวี ( แต่ในอาณาจักรพุกามของเมืองมอญนั้นคงมีอักษรใช้อยู่ก่อนแล้ว เพราะพระเจ้าอนุรุทธะ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของมอญได้ทำการปฏิวัติปีศักราชจากมหาศักราชเป็นจุลศักราช และชำระตำราโหราศาสตร์ในปี พ.ศ.1181)อักษรล้านนาถูกคิดค้นขึ้นในสมัยพ่อขุนเม็งราย ตำนานต่าง ๆ คงถูกเขียนมาแต่สมัยพระเจ้าเม็งราย หรือไม่ก็สมัยพระเจ้าติโลกราช รัชกาลที่ 9 ของราชวงศ์เม็งราย ( พ.ศ.1985-2030) เพราะเป็นยุคนักปราชญ์นักคิดนักเขียนเฟื่องฟูที่สุดในล้านนา ตำนานต่าง ๆ เกิดขึ้นก่อนสมัยพระนางจามเทวีครองเมืองลำพูน แต่เมื่อถูกถ่ายทอดโดยพระมหากษัตริย์ผู้มีลำดับกษัตริย์มาแต่ละรุ่น ตำนานต่าง ๆ ก็คงมีเค้าความจริงปรากฏอยู่มากเรื่อง

เชียงรายสมัยอาณาจักรโยนกนาคพันธุ์

ตำนานกล่าวไว้ว่า จังหวัดเชียงรายแต่อดีตกาลประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 เป็นถิ่นที่อยู่ของพวกละว้า ต่อมาพวกขอมมีอำนาจปกครองแว่นแคว้นนี้จึงสร้างเมืองสุวรรณโคมคำขึ้นที่ริมฝั่งโขง และสร้างเมืองเสลาต้นแม่น้ำกก ก็คงแถว ๆ เมืองฝางเดี๋ยวนี้ ต่อมาเกิดน้ำท่วมใหญ่ได้พัดเอาเมืองสุวรรณโคมคำล่มสลายหายไปกับกระแสน้ำ ผู้คนพลเมืองที่หลงเหลือก็หนีไปอยู่เมืองเสลา

ผ่านมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 13 พระเจ้าสิงหนวัติ ผู้เป็นพระราชโอรสองค์เล็กของพระเจ้าขุนบรมหรือพระเจ้าโกะล่อฝุง หรือพี่ล่อโก๊ะ ได้อพยพผู้คนแสนครอบครัวลงมาจากเมือนยูนนานมาสร้างเมืองที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง หรือที่เชียงแสนในปัจจุบันนี้ ชื่อเมืองนาคพันธ์สิงหนวัติ หรือนาคบุรี มักเรียกกันว่าโยนกนครหลวง

เรื่องการอพยพผู้คนจากแผ่นดินจีนนี้เคยมีผู้รู้ท่านหนึ่งเขียนไว้ว่า เมื่อขงเบ้งรุกรานจนคนไทยพ่ายแพ้จึงพากันอพยพหนีลงมาในบริเวณแหลมทองนี้ กษัตริย์ไทยที่ปรากฏในเรื่องสามก๊กคือเบ้งเฮ็ก ที่รบแพ้แต่ไม่ยอมแพ้ ขอแก้มือทุกคราไป จนขงเบ้งซ้อนกลซ่อนประทัดและดินปืนไว้ตามริมทาง ล่อให้ทัพไทยผ่านแล้วจุดชนวน กองทัพไทยตกใจเหยียบกันตายบ้าง วิ่งตกเหวตายบ้าง ถูกพวกทหารจีนไล่ฆ่าฟันตายบ้าง จนซากศพและเลือดแดงฉานเต็มแม่น้ำ เบ้งเฮ็กจึงยกธงขาวยอมแพ้ และแต่นั้นมาก็อพยพผู้คนหนีจากประเทศจีน ถ้าเป็นดังนี้ก็ตกต้นพุทธศตวรรษ ประมาณ พ.ศ. 300 กว่า ในตำนานสิงหนวัติที่ท่านสงวนเขียนไว้ว่า พ.ศ.638 แต่บางตำนานว่า พ.ศ. 1300 กว่า

เมื่อสิ้นรัชกาลของพระเจ้าสิงหนวัติก็มีกษัตริย์ครองสืบต่อกันมา จนถึงรัชกาลที่ 3 พระเจ้าอชุตราชเสวยราชย์ ปี พ.ศ. 1452 พระมหากัสสปเถระเจ้า พระเถระจากลังกาได้นำเอาพระบรมอัฐิธาตุพระรากขวัญเบื้องขวามาถวาย พระเจ้าอชุตราชจึงสร้างพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุนั้นบนยอดดอยตุง นับเป็นปฐมเจดีย์แห่งแรกในภาคเหนือชื่อพระธาตุดอยตุง

เมื่อสิ้นรัชกาลของพระเจ้าอชุตราช พระโอรสพระนามเจ้าเม็งรายนราชกุมารได้ขึ้นเสวยราชย์ (คนละองค์กับพระเจ้าเม็งรายมหาราช) ทรงมีราชโอรส 2 พระองค์ องค์พี่นามพระองค์เชืองได้ครองราชสมบัติแทนราชบิดา องค์น้องนามพระองค์ชัยนารายน์ได้ไปสร้างเมืองอันเป็นเกาะในแม่น้ำของปากแม่น้ำกก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองนาคพันธุ์สิงหนวัติ ตั้งชื่อว่าเมืองชัยนารายน์ (ในท้องที่ อ.เวียงชัย ปัจจุบัน) ส่วนเมืองสิงหนวัติก็มีผู้ครองสืบ ๆ กันมาจนถึงสมัยพระเจ้าพังคราช เป็นรัชกาลที่ 43 พวกขอมเมืองเสลากลับมีกำลังแก่กล้าขึ้นจึงยกมาตีเมืองสิงหนวัติหรือโยนกนาคพันธุ์ ๆ จึงตกเป็นเมืองขึ้นของเมืองเสลานคร พวกขอมให้พระเจ้าพังคราชไปเป็นนายบ้านอยู่เวียงสี่ตวง และต้องส่งส่วยเป็นทองคำขนาด 4 ผลมะตูม แก่ขอมทุกปี (เมืองสี่ตวงนี้อยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำแม่สาย อยู่บริเวณตำบลป่าแดง มีอีกชื่อว่าเวียงแก้ว) ตกเป็นเมืองขึ้นขอมได้ 19 ปี พระโอรสองค์เล็กของพระเจ้าพังคราชพระนามว่าเจ้าชายพรหมกุมาร เป็นผู้มีฝีมือเข้มแข็ง มีบุญญาภินิหารมากมาย ได้กอบกู้เอกราชคืนจากขอม และขับไล่กองทัพขอมหนีลงทางใต้ เจ้าพรหมกุมารขับไล่จนถึงละวะรัฐ(ลพบุรี)จึงยกทัพกลับ แล้วเปลี่ยนชื่อเมืองเสียใหม่ว่าเมืองโยนกชัยบุรี และได้ไปสร้างเมืองใหม่ขึ้นอีกเมืองหนึ่งชื่อเมืองชัยปราการ อยู่ในท้องที่อำเภอฝาง (หรือชัยปราการ ในปัจจุบัน) ในจังหวัดเชียงใหม่ทรงประทับอยู่เมืองชัยปราการ คอยป้องกันการรุกรานของกองทัพขอม ส่วนเมืองโยนกชัยบุรีให้พระเจ้าพังคราชปกครอง จนถึงปี 1483 พระมหาพุทธโฆษาจารย์ พระเถระชาวโกศลประเทศรามัญ นำเอาพระไตรปิฎกและพระบรมสารีริกธาตุขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก รวม 16 องค์ มาถวายพระเจ้าพังคราช ณ นครโยนกชัยบุรี พระเจ้าพังคราชจึงแบ่งพระธาตุให้พระยาเรือนแก้วผู้เป็นญาติอยู่เมืองชัยนารายน์ ให้เอาไปประดิษฐาน ณ ดอยจอมทอง เรียกพระธาตุจอมทอง (ดอยที่พระเจ้าเม็งรายไปตั้งหลักเมืองเชียงราย) ส่วนที่เหลือ 13 องค์ พระเจ้าพังคราชพร้อมด้วยเจ้าทุกขิตกุมารมหาอุปราช ผู้เป็นโอรสองค์โต และพระเจ้าพรหมกุมารผู้ครองเมืองชัยปราการได้อัญเชิญไปประดิษฐานบนดอยน้อยลูกหนึ่ง โดยสร้างเจดีย์กว้าง 3 วา สูง 6 วา 2 ศอก ให้นามว่า พระบรมธาตุจอมกิตติ (อยู่ใกล้กำแพงเมืองเชียงแสน)

 

เมืองโยนกถล่มลงพื้นปฐพี

หลังจากพระเจ้าพังคราชสิ้นพระชนม์แล้วเจ้าทุกขิตกุมารก็เสวยสมบัติสืบต่อมา จากนั้นจะมีใครบ้างตำนานไม่ได้กล่าวไว้ คงเพราะไม่มีเหตุการณ์สำคัญให้บันทึก จนมาถึงรัชสมัยของพระเจ้ามหาชัยชนะ

พงศาวดารโยนกเล่าว่า ประมาณปี พ.ศ.1088 (มหาศักราช 467) พระเจ้ามหาไชยชนะเสวยราชย์เมืองโยนกไชยบุรีได้ 1 ปี อยู่มาวันหนึ่ง เป็นวันเสาร์ เดือนเจ็ดแรมเจ็ดค่ำ มีราษฎรพวกหนึ่งไปหาปลาที่กุกะนัทธี(น้ำแม่กก) ได้ปลาไหลเผือกตัวหนึ่งใหญ่เท่าลำตาล ยาวประมาณ 7 วา ก็พากันทุบตีให้ตาย แล้วนำไปถวายพระเจ้ามหาไชยชนะ พระองค์รับสั่งให้แล่เนื้อแจกกันกินทั่วเมือง

ครั้นค่ำลงแผ่นดินก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นไหวยวบยาบ พอประมาณ 4 ทุ่มก็ไหวยวบยาบอีก พอถึงตี 4 ก็สะเทือนสะท้านไหวยวบยาบเป็นเวลานาน แล้วเมืองโยนกไชยบุรีก็ทรุดล่มลงไปในแผ่นดิน กลายเป็นหนองใหญ่ขึ้นมาทดแทน บรรดาเจ้านายและราษฎรในเมืองต่างจมหายไปในปฐพี คงเหลือแต่หญิงม่ายคนหนึ่งหลงเหลือชีวิตอยู่บนดอนแม่ม่าย ซึ่งไม่ได้ล่มไปด้วย และดอนแม่ม่ายก็ยังเหลือให้เห็นจนถึงปัจจุบัน ใครไปเที่ยวเชียงแสนลองแวะไปที่หนอง ถามดูว่าดอนแม่ม่ายอยู่ตรงไหน

ครั้นรุ่งเช้าขุนพันนาและชาวบ้านที่ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกเมืองก็พากันไปสำรวจที่ก็พบแต่หญิงม่ายบนดอนเหลืออยู่คนเดียว จึงสอบถามได้ความว่า เวลาพลบค่ำมีชายหนุ่มคนหนึ่งมาจากไหนไม่ทราบ มาขอพักอาศัยด้วย เขาได้กลิ่นแกงปลาไหลเผือกจึงถามว่าชาวเมืองนี้เขาทำอะไรกินหนอกลิ่นช่างหอมนัก

หญิงม่ายตอบว่าเขาได้ปลาไหลเผือกใหญ่มาตัวหนึ่งจึงแบ่งกันกินทั้งเมือง ชายหนุ่มจึงถามว่าป้าไม่ได้ส่วนแบ่งกับเขาหรือ หญิงม่ายตอบว่าป้าเป็นคนแก่ เป็นม่าย ลูกหลานก็ไม่มี จึงไม่มีใครเอามาให้กิน ชายหนุ่มจึงว่าป้าไม่ได้กินก็ดีแล้ว อย่าได้พูดจาไป ข้าจะไปเที่ยวก่อน หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นถ้าข้าผู้หลานยังไม่กลับมาอย่าได้ลงจากเรือนไปไหนเป็นอันขาดสั่งแล้วก็ลงจากเรือนไป ครู่ใหญ่จึงมีเสียงแผ่นดินหวั่นไหวสะเทือนสะท้านดังที่ทราบกันอยู่แล้ว

ขุนพันนาทราบดังนั้นก็รับเอาหญิงหม้ายไปเลี้ยงไว้ แล้วพวกเขาก็ประชุมคัดเลือกผู้นำขึ้นมาคนหนึ่งชื่อขุนลัง ยกให้เป็นประธานปกครองเมืองใหม่ แล้วช่วยกันสร้างเมืองใหม่ขึ้นริมฝั่งแม่น้ำโขง ตั้งหลักเมืองใหม่วันอังคาร ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 8 ปีเถาะ มหาศักราช 467 พ.ศ.1088 ตั้งชื่อเมืองใหม่ว่า เวียงปรึกษา เวลามีปัญหาก็เรียกกรรมการมาประชุมปรึกษากัน เป็นดินแดนประชาธิปไตยครั้งแรกในแผ่นดินนี้ เมื่อขุนลังถึงแก่กรรมแล้วก็มีประธานาธิบดีสืบต่อมาอีกหลายชั่วคนติดต่อกัน 93 ปี ลุถึงสมัยพระเจ้าอนุรุทธะ มหาราชแห่งอาณาจักรพุกามแผ่อำนาจครอบงำล้านนาและแหลมทอง เวียงปรึกษาก็อยู่ในอำนาจของพระเจ้าอนุรุทธะด้วย

พระเจ้าอนุรุทธะพระองค์นี้คือผู้ตั้งจุลศักราช และสังคายนาระบบปีและโหราศาสตร์เสียใหม่ ในปี พ.ศ.1181 ดังนั้นตำนานในพงศาวดารโยนกนี้น่าเชื่อถือกว่าตำนานอื่น ๆ เพราะมีหลักฐานเกี่ยวกับวันเดือนปีบ่งบอกไว้เป็นที่แน่ชัด หรือจะเป็นนักปราชญ์ผู้รจนาเรื่องทำให้ดูสมเหตุสมผลก็ไม่ทราบแน่ สิ่งที่แน่ ๆ คือราชวงศ์สิงหนวัติและเมืองโยนกไชยบุรีได้ถึงกาลอวสานในปีนั้นเอง แต่วงค์สิงหนวัติที่ครองเมืองอื่นยังไม่สูญสิ้น ที่เมืองชัยนารายอันตั้งอยู่บนเกาะในแม่น้ำแถวเมืองเวียงชัยเดี๋ยวนี้ได้สืบเชื้อสายต่อมาอีกหลายปี จนขุนเสือขวัญฟ้า กษัตริย์ไทยใหญ่มีอำนาจแข็งกล้าขึ้นได้ยกมาตีเมืองเล็กเมืองน้อยแถว ๆ นี้ เจ้าเมืองจึงอพยพพลเมืองลงใต้ ไปตั้งหลักอยู่ที่เมืองบางยาง สืบทอดราชวงค์สืบมาจนถึงพ่อขุนบางกลางท่าว วีรบุรุษกู้ชาติอีกท่านหนึ่งของชาวไทย

ส่วนทางเมืองชัยปราการซึ่งพระเจ้าพรหมกุมารครองอยู่ ก็สืบต่อมาถึงพระโอรสนามพระเจ้าชัยสิริ ก็เผาบ้านทำลายเมืองอพยพผู้คนหนีกองทัพขุนเสือขวัญฟ้าลงใต้เช่นเดียวกัน แล้วมาปักหลักอยู่แถวกำแพงเพชรสืบตระกูลวงศ์ตั้งอาณาจักรศิริชัยต่อ ๆ กันมาจนถึงพระเจ้าอู่ทอง ปฐมกษัตริย์ผู้สร้างกรุงศรีอยุธยา เมืองหลวงของคนไทยภาคกลาง ในปี 1893 นี้คือกลุ่มคนไทยสายเมืองหนองแส นักประวัติศาสตร์เรียกกษัตริย์วงศ์นี้ว่าวงศ์หนองแส

การเกิดขึ้นของเมืองเชียงราย

นอกจากกษัตริย์วงศ์หนองแสแล้วยังอีกตระกูลหนึ่งที่กำเนิดขึ้นระยะเวลาต่อมา น่าจะเป็นช่วงที่เมืองโยกนกล่ม คือวงศ์เชียงลาว มีปู่เจ้าลาวจกเป็นปฐมกษัตริย์ ตำนานกล่าวไว้ว่า ครั้นต่อมาได้มีคนไทยอีกพวกหนึ่งอพยพลงมา

สร้างเมืองขึ้นริมฝั่งแม่น้ำสาย(หรือน้ำละว้า) เรียกว่าเมืองชัยวรนครเชียงลาว กว้าง 500 วา ยาวไปตามลำแม่น้ำสาย 1500 วา องค์ประมุขของไทยพวกนี้คือพระเจ้าลาวจักรเทวราช หรือลวจังกราช หรือปู่เจ้าลาวจก และได้สร้างอารามขึ้นแห่งหนึ่งคือวัดสังฆาแก้วดอนทัน หรือวัดสังฆาเงินยาง เมืองชัยวรนครจึงได้ชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า เมืองหิรัญนครเงินยาง

พงศาวดารโยนกกล่าวว่า ในครั้งนั้นพระยาธรรมอนุรุทธลบศักราชอันพระยาศรีจักขุสร้างไว้ได้ 560 ปีนั้นเสีย แล้วตั้งจุลศักราชขึ้นใหม่ในปีกัดไก๊ เป็นเอกศก(คือปีกุน) พระเจ้าลาวจักรเทวราชก็สร้างเมืองไชยวรนครเชียงลาวขึ้นในปีนั้น (ตรงกับ พ.ศ.1181) หลังจากสร้างเมืองหิรัญนครเงินยางแล้วก็ได้สร้างเมืองอีกเมืองหนึ่ง ณ ที่รวมแม่น้ำใหญ่อันไหลมาจากทิศตะวันตก สร้างยาวไปตามแม่น้ำมีรูปสัณฐานดังฝักฝาง จึงให้ชื่อว่าเมืองฝาง

เมื่อพระเจ้าลาวจักรเทวราชสิ้นพระชนม์แล้วก็มีเจ้าสืบต่อกันมาจนถึงพระยาลาวเคียง พระยาลาวเมือง และพระยาลาวเม็งตามลำดับ พระยาลาวเม็งได้อภิเษกสมรสกับพระนางอั้วมิ่งจอมเมือง ราชธิดาของท้าวรุ่งแก่นชาย เจ้าเมืองเชียงรุ้ง มีพระโอรสสืบมาคือพระเจ้าเม็งราย ประสูตรเมื่อ พ.ศ.1782 จุลศักราช 601 และครองราชสมบัติปี 1802

หลังจากขึ้นเสวยราชสมบัติได้ 3 ปี ช้างพระที่นั่งของพระองค์ซึ่งปล่อยไว้ที่ป่าหัวดอยทางทิศตะวันออกได้หลุดหายไป พระองค์จึงเสด็จตามช้างจนถึงดอยจอมทอง ริมฝั่งแม่น้ำกก เห็นภูมิประเทศเป็นที่เหมาะสมชัยภูมิดี ก็โปรดให้สร้างพระนครขึ้นที่นั่นโดยก่อกำแพงโอบรอบเอาดอยจอมทองไว้ตรงกลางเมือง แล้วเรียกว่า “เมืองเชียงราย” แล้วทรงย้ายราชธานีจากเมืองหิรัญนครเงินยางมาตั้งอยู่ที่เชียงราย

หลังจากนั้นพระองค์ก็รวบรวมพลเมืองตั้งกองทัพให้เข้มแข็ง แล้วเที่ยวตีหัวเมืองน้อยใหญ่ที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์เพื่อรวมเอาล้านนาไทยให้เป็นประเทศเดียวกัน จึงไม่ค่อยได้ประทับอยู่เชียงรายนัก จนปี พ.ศ.1811 พระองค์ประทับอยู่เมืองฝาง ให้ขุนเครื่องโอรสองค์โตครองเมืองเชียงราย ขุนเครื่องคบคิดกบถกับขุนไสเรืองผู้เป็นอำมาตย์ ทรงทราบเรื่องจึงแสร้งทำกลอุบายให้คนไปบอกขุนเครื่องมาเฝ้าที่เมืองฝาง แล้วใช้อ้ายเผียนเอาหน้าไม้ชุบยาพิษไปดักยิงเสียกลางทาง จึงเรียกที่แห่งนั้นว่า เวียงยิง แล้วทรงตั้งขุนครามให้อยู่ครองเมืองเชียงราย ต่อมาทรงยึดเมืองหริภุญชัยได้ในปี 1824 ก็ครองเมืองหริภุญชัยเป็นฐานทัพ ได้ 2 ปีก็ย้ายไปสร้างเมืองใหม่อยู่ทางทิศอีสานของเมืองลำพูน อยู่ได้อีก 3 ปีเห็นว่าสถานที่นั้นเป็นที่ลุ่ม ถึงฤดูฝนน้ำก็ท่วม พวกสัตว์พาหนะก็อยู่ลำบาก จึงย้ายเมืองไปอยู่ฝั่งแม่น้ำปิงเมื่อปี 1829 เรียกว่าเวียงกุ๋มก๋วม หมายถึงสร้างครอบแม่น้ำ เมืองนี้อยู่ที่ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ประทับอยู่เวียงกุ๋มก๋วมจนถึง พ.ศ.1835 ก็เสด็จล่าสัตว์ ณ เชิงดอยสุเทพ ไปพบทำเลที่เหมาะสม มีเทพนิมิตปรากฏ จึงไปสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่นั่น พร้อมพระสหายคือ พระร่วงเจ้า กษัตริย์เมืองสุโขทัย และพ่อขุนงำเมือง กษัตริย์เมืองพะเยา เป็นที่ปรึกษา เมื่อปี 1835 จึงเกิดเมืองเชียงใหม่ขึ้นมาแต่บัดนั้น

ส่วนเมืองเชียงรายก็กลายเป็นเมืองลูกหลวง มีขุนครามครองเมืองมาตลอด จนลุถึง พ.ศ.1860 พระเจ้าเม็งรายทรงมีพระชนมายุได้ 79-80 พรรษา พระองค์เสด็จประภาสที่ตลาดกลางเวียงเชียงใหม่ เกิดอัสนีบาต(ฟ้าผ่า)ตกต้องพระองค์ ทรงสวรรคตใจกลางเมืองนั่นเอง ขุนครามไปจัดงานพระศพเสร็จแล้วจึงนำพระอัฐิของพระเจ้าเม็งรายประดิษฐานที่เชียงราย (ตรงวัดงำเมืองปัจจุบัน มีเจดีย์บรรจุอัฐิพระเจ้าเม็งรายเป็นพยานอยู่) แล้วขึ้นเสวยราชเป็นกษัตริย์องค์ต่อมาทรงพระนามว่าพระเจ้าชัยสงคราม แต่พระองค์ไม่ชอบเชียงใหม่ จึงกลับไปอยู่เชียงราย ๆ จึงเป็นเมืองหลวงของล้านนาในยุคนั้น ส่วนเชียงใหม่ก็กลายเป็นเมืองลูกหลวง ประวัติไม่ได้กล่าวว่าให้ใครครอง ส่วนเจ้าแสนภู โอรสองค์โตของพระเจ้าชัยสงครามนั้น พระเจ้าเม็งรายได้โปรดให้ไปสร้างเมืองเชียงแสนตั้งแต่ปี 1830 แล้ว จึงครองเมืองเชียงแสนมาตลอด ซึ่งจะได้กล่าวโดยละเอียดในเรื่องเมืองเชียงแสน

ในสมัยต่อมาก็มีเอ่ยถึงผู้ครองเชียงรายอยู่ประปราย เช่นพระยอดเชียงราย ผู้สร้างวัดตะโปทาราม ตีนดอยสุเทพก็อยู่ครองเชียงรายจนสิ้นกษัตริย์เชียงใหม่ เขาจึงไปเชิญมาครองเชียงใหม่ต่อจากพระเจ้าติโลกราช เจ้ามหาพรหม ผู้เป็นน้องชายของพระเจ้ากือนาอยู่ครองเชียงราย เป็นผู้นำพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองกำแพงเพชร มาถวายพระเจ้าแสนเมืองมาผู้เป็นหลาน เพื่อขอละหุโทษที่เคยคิดกบฏ จึงเห็นได้ว่าเชียงรายกับเชียงใหม่นี้เป็นเมืองที่สำคัญพอ ๆ กันในสมัยนั้น เพราะผู้ครองเมืองนั้นล้วนเป็นผู้ที่สามารถขึ้นครองราชสมบัติต่อจากกษัตริ์องค์เดิมทั้งสิ้น บางยุคถึงกับเป็นเมืองหลวงของล้านนาทีเดียว

เมื่อเชียงใหม่เจริญ เชียงรายก็เจริญเหมือนกัน เมื่อเชียงใหม่เสื่อม เชียงรายก็เสื่อมลงเช่นกัน ราชวงค์เม็งรายที่ครองเชียงใหม่องค์สุดท้ายคือพระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์ ทรงเป็นสายญาติสืบต่อจากขุนเครือซึ่งถูกเนรเทศไปอยู่ทางแคว้นเชียงตุง เมื่อทางเชียงใหม่หาผู้ครองราชย์ไม่ได้จึงไปเชิญเจ้าเมกุฏิมาครองเมือง อยู่ได้ไม่นานนักก็เสียอิสรภาพแก่พระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์พม่าในปี 2101 และเมื่อพระองค์คิดแข็งเมืองจึงถูกจับไปขังไว้ที่หงสาวดี จนถึงแก่ทิวงคต ทรงเป็นกษัตริย์ราชวงค์เม็งรายองค์สุดท้าย ต่อแต่นั้นพม่าก็ส่งคนมาครองเชียงใหม่ตลอด ทางเชียงรายกลับไม่ปรากฎว่าใครครอง คาดว่าถูกลดความสำคัญลงมาก เพราะพม่าให้ความสำคัญกับเชียงแสนมากกว่า เพราะเป็นเมืองที่มีป้อมคูประตูรบแข็งแกร่ง ใช้ป้องกันข้าศึกได้เป็นอย่างดี กองกำลังและแม่ทัพคนสำคัญของพม่าจึงอยู่ที่เชียงใหม่และเชียงแสน แต่ใช้เชียงใหม่เป็นเมืองหลวงครอบคุมลานนาทั้งหมด เชียงรายจึงค่อย ๆ หมดความหมาย ผู้คนพลเมืองก็คงตั้งบ้านเรือนอยู่ประปราย และที่ถูกกวาดต้อนไปอยู่ในชุมชนเชียงแสนก็คงมีมาก ถูกพระเจ้ากาวิละกวาดต้อนลงใต้เพื่อถวายพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 บ้าง ถูกต้อนไปตั้งครอบครัวอยู่เชียงใหม่บ้าง เพราะเชียงใหม่ก็กลายเป็นเมืองร้างอยู่หลายปี เมื่อพระเจ้ากาวิละทรงฟื้นบ้านแปงเมืองจึงต้องหาราษฎรมาอยู่ให้มากที่สุด จนที่สุดเชียงรายถึงกับเป็นเมืองร้าง ดังจดหมายเหตุเชียงราย ที่ท่านสงวน โชติสุขรัตน์ ได้มาจากปั๊บกระดาษสาอักษรพื้นเมืองและนำมาพิมพ์เผยแพร่ว่า

จดหมายเหตุเมืองเชียงราย

จะกล่าวถึงพงศาวดารตำนานหมายเหตุเมืองเชียงราย เริ่มเมื่อตั้งในศักราช 1205 ตัว( พ.ศ.2386) ดังต่อไปนี้

แต่เดิมมาเมืองเชียงรายเปล่าว่างหายสูญมาเป็นเวลาช้านาน จะกี่สักร้อยปีก็ไม่สามารถรู้ได้ จนเป็นป่ารกดงทึบ เป็นที่อาศัยอยู่แก่ช้างป่า เสือ หมี แรด สู้ ระมัง กวางฟาน และสัตว์ป่าทั้งหลาย ไม่มีผู้คนจะตั้งบ้านเรือนอยู่ระวังรักษาได้ จนตลอดถึงศักราช 1205 ตัว ปีเหม้า (ปีเถาะ) มีเจ้ามโหตรประเทศ ฯ เจ้าแผ่นดินเชียงใหม่องค์ที่ 5 มีคำสั่งให้เจ้านายบุตรหลานขึ้นไปตั้งเมืองอยู่คือ เกณฑ์เอาเจ้าธรรมลังกาเป็นเจ้าเมือง เจ้าอุ่นเรือนเป็นอุปราช เจ้าคำแสนเป็นราชวงศ์ และเจ้าชายสาม เจ้าปูเกี๋ยง เจ้าสิงหราชบุตร พญาท้าวแสน ราษฎรทั้งมวล เกณฑ์เอาคน 4 พวก คือพวกเยงซีตุง พวกพยาก เมืองเลน เมืองสาด ได้ 1000 คนเศษ

ถึงเดือน 5 ขึ้น 1 ค่ำ วันเสาร์ มีพระสงฆ์ 108 องค์ มีเจ้าพิมพิสารเป็นประธาน นิมนต์พระเจ้าเสตังคมณีขึ้นมาถึงวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 8 ค่ำ พระสงฆ์เจ้า 108 ก็เข้าสังคหะในเวียง ถึงเวลาฤกษ์งามยามดีพระสงฆ์เจ้าก็นำเจ้านายเข้าไปตั้งอยู่ในเวียง ส่วนครูบาวรปัญญาอริยะก็สถิตอยู่ที่วัดพระสิงห์

ถึงเดือน 8 แรม 13 ค่ำ วันอังคาร พ.ศ.2387 แสนศุภอักษร คุมช้างต่างครัว(บรรทุกครัว)เจ้านายแต่เชียงใหม่ขึ้นมาเชียงราย มีช้างลาวตัวหนึ่งชื่อผู้สดอ ต่างครัวของเจ้าราชวงศ์มาถึงแม่กอน ควาญช้างลักเอาครัวของคนเชียงใหม่หนี เจ้าของครัวถูกยิงตายเสียที่แม่กอน

พ.ศ. 2391 เจ้าหลวงธรรมลังกา เจ้าปูเกี๋ยง ลงไปเฝ้าเจ้ามหาโกฏิ เจ้ากรุงเทพ ฯ (รัชกาลที่ 3) ท่านเลยแต่งตั้งเจ้าปูเกี๋ยงเป็นเจ้าบุรี กลับมาถึงเชียงรายได้ 1 เดือนก็ป่วยเป็นไข้ตาย เดือน 5 แรม 6 ค่ำ ก็เผาศพ มีบุตรชาย 5 หญิง 3 เมีย 2 ในเวลานั้นคนก็ฉิบหายตายหมด เดือน 5 ราชครูเกสระ วัดพนมดี เมืองนครเชียงใหม่ นำพระสงฆ์ 100 องค์ขึ้นไปสังคหะ และย้ายป่าช้าสุสานทางประตูเจ้าชายไปไว้ทิศตะวันตก ตามทิศโหรกาลกิณีเมือง จนอยู่สุขสบายไป

พ.ศ. 2395 เดือน 5 เจ้ามหาวงศ์ บุตรเขยเจ้ามโหตรประเทศ เมืองนครเชียงใหม่ ขึ้นไปตรวจเมืองเชียงแสน ไปป่วยเป็นไข้ กลับมาถึงเชียงราย พอถึงเดือน 7 ก็ตาย เดือน 9 เจ้าสังกาภรรยาเจ้าราชวงศ์คำแสนตาย

พ.ศ.2396 วันศุกร์เดือน 5 ขึ้น 13 ค่ำ พระยายมราช(นุช)คุมกำลังลูกศึกมาแต่กรุงเทพ ฯ ขึ้นมาเพื่อจะไปตีเมืองเชียงตุง มาเกณฑ์เอาเมืองน่าน และเมืองหลวงพระบาง ขึ้นมาพักอยู่ทิศตะวันออกเวียงเชียงราย เจ้าเมืองนครลำปาง เจ้าเมืองนครลำพูน และเจ้าหอหน้าพิมพิสาร เจ้ามหาพรหม เจ้าอินทนนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่ 3 คน คุมกำลังลูกศึกมาพักริมแม่กก เมืองเชียงรายมีเจ้าราชวงศ์ เจ้าชายสาม ก็คุมกำลังลูกศึกเมืองเชียงราย วันอาทิตย์เดือน 7 ขึ้น 12 ค่ำ ก็ยกกำลังโยธาขึ้นไปรบเมืองเชียงตุง ไม่ได้ชัยชนะ ถึงเดือน 9 ก็แตกกระจัดกระจายหนีลงมาเมืองเชียงรายเลยถึงเชียงใหม่ เลยกลับเมืองของใครของมัน พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงวงษาธิราชสนิทก็เสด็จยกทัพไปตีเมืองเชียงตุงในปี 2395 แต่เนื่องด้วยมีไพร่พลกำลังน้อยกว่า และขัดสนเสบียงอาหาร ทั้งเข้าฤดูฝนเห็นจะตีเอาเชียงตุงไม่ได้ก็ยกล่าถอยทัพกลับมา

พ.ศ.2417 วันพฤหัสบดี ขึ้น 12 ค่ำเดือน 6 ทั้งภายในภายนอก(หมายถึงทั้งพระและฆราวาส)พร้อมใจกันฝังใจกลางสะดือเมือง(หลักเมือง) และสี่แจ่งเวียง

จึงเป็นอันสรุปได้ว่าเชียงรายใหม่เกิดเมื่อวันฝังเสาสะดือเมืองนี่เอง มาถึงวันนี้ (2545)มีอายุ 128 ปี ถ้านับวันที่มาอยู่ก็ 159 ปี ความจริงจดหมายเหตุนี้มีหลายหน้า ผมคัดมาเฉพาะที่สำคัญเท่านั้น กลัวผู้อ่านจะเบื่อเสียก่อน

 

พระแก้วมรกตและพระพุทธสิหิงค์กับเมืองเชียงราย

ในรัชสมัยพระเจ้าสามฝั่งแกน กษัตริย์นครเชียงใหม่รัชกาลที่ 8 ปี พ.ศ.1979 พระสถูปใหญ่ในวัดพระแก้วถูกอัสนีบาตฟาดพังลงมา ปรากฏมีพระพุทธรูปลงรักปิดทองซ่อนอยู่ในนั้นองค์หนึ่ง ต่อมาเจ้าอาวาสแลเห็นรักและทองบางแห่งหลุดออก จึงเห็นแก้วสีเขียวแวววาวอยู่ภายใน เมื่อกระเทาะเอารักแลทองออกหมดแล้วจึงทราบว่าเป็นพระแก้วมรกตทั้งองค์ ผู้คนพลเมืองต่างก็พากันหลั่งไหลมาสักการะบูชา เมื่อความทราบถึงพระเจ้าสามฝั่งแกนจึงมีรับสั่งให้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปเมืองเชียงใหม่ แต่ช้างซึ่งบรรทุกพระแก้วพาพระแก้วไปลำปางเสีย หมื่นโลกนคร เจ้าเมืองลำปางจึงทูลขอพระแก้วไว้ที่ลำปาง จนถึงสมัยพระเจ้าติโลกราชครองเชียงใหม่ จึงอัญเชิญไปไว้ ณ เชียงใหม่ในปี 2022 แต่เรื่องพระแก้วมาอยู่เชียงรายได้อย่างไรนั้นไม่เป็นที่ปรากฏในตำราที่ผมอ่านอยู่ คาดว่าได้มาสมัยพระเจ้าเม็งรายยกไปตีเมืองพุกาม แล้วได้พระแก้วมา คนในสมัยหลังซ่อนไว้สักการะในพระเจดีย์เพื่อป้องกันข้าศึกมาชิงไปอีก เพราะตำนานพระแก้วนี้ว่าสร้างที่เมืองปาตลีบุตร ประเทศอินเดีย แล้วมาเมืองลังกา ก็คงต่อมายังเมืองพม่าพุกามตามลำดับ หรือจะเป็นเจ้ามหาพรหมนำมาจากกำแพงเพชรพร้อมกับพระพุทธสิหิงค์ กลัวทางเชียงใหม่รู้จึงซ่อนไว้ในเจดีย์ คงมอบให้แต่พระสิหิงค์ไป แต่เรื่องตำนานบางทีก็สันนิษฐานเอาของคนในยุคหลัง เพราะเหตุการณ์ผ่านมาเป็นร้อยเป็นพันปี จะหาของใครถูกต้องแน่นอนก็เอาแน่ไม่ได้ พระแก้วมรกตสถิตย์อยู่เชียงใหม่จนถึง พ.ศ. 2091 เมื่อเชียงใหม่ขาดราชวงศ์สืบราชสมบัติจึงไปขอพระเจ้าไชยเชษฐา ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพระเมืองเกษเกล้าจากเมืองลานช้าง พระเจ้าไชยเชษฐาอยู่ได้ 2-3 ปีเกิดความยุ่งเหยิงทางลานช้างจึงลากลับไปสะสางปัญหา แต่เมื่อจะกลับไปนั้นได้นำเอาพระพุทธรูปสำคัญไปด้วยเช่น พระแก้วมรกต พระเสตังคมณี พระพุทธสิหิงค์ เป็นต้น พระแก้วมรกตจึงไปอยู่ประเทศลาว พระไชยเชษฐาก็ไม่ได้กลับมาอยู่เชียงใหม่อีก จนถึงรัชกาลที่ 1 ยกทัพไปตีลานช้างแตกจึงอัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐาน ณ วัดพระแก้ว (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม)ในพระบรมมหาราชวังจนกระทั่งเดี๋ยวนี้

ส่วนพระพุทธสิหิงค์นั้นเจ้านายเชียงใหม่ไปขอกลับมาแต่แรกแล้ว แต่ก็ถูกอัญเชิญไปไว้ที่พระบรมมหาราชวังกรุงเทพ ฯ คราวกองทัพกรุงเทพ ฯ ไปช่วยไล่พม่าออกจากเชียงใหม่แต่ต้นรัชกาลที่ 1 แล้ว เพราะพระพุทธสิหิงค์นี้แต่เดิมอยู่ในพระบรมมหาราชวังกรุงศรีอยุธยา แล้วถูกกลอุบายของพระสนมขอไปเมืองกำแพงเพชร เจ้ามหาพรหมไปพบเข้าจึงขอมาอยู่เชียงใหม่ ทางกรุงเทพ ฯ จึงถือว่าเป็นสมบัติเก่าแก่ที่ควรเอากลับคืน มาภายหลังคงทำจำลองขึ้น หรือเอาพระเชียงแสนให้แทนเป็นพระสิหิงค์อัญเชิญมาไว้ที่วัดพระสิงห์เชียงใหม่ ส่วนพระพุทธสิหิงค์ของเชียงรายซึ่งประดิษฐานอยู่วัดพระสิงห์นั้น เจ้ามหาพรหมได้จำลองจากองค์จริงก่อนที่จะมอบองค์จริงให้ทางเชียงใหม่ ผู้รู้กล่าวว่าพระทั้ง 3 องค์นี้ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: